ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์##พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลงานของ ตม.1 ดังนี้ 1. ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ 2. จับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์”

0
44

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลงานของ ตม.1 ดังนี้

  1. ตม.1 รวบขบวนการ ผ่าเล่มปลอมพาสปอร์ต แรงงานข้ามชาติ
  2. จับสาวลาว เปิดคาราโอเกะ “ค้ามนุษย์” ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ สารวนางกูร ผกก.กก.2 บก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมกันแถลงข่าว ดังนี้ คดีที่ 1 รวบขบวนการปลอมพาสปอร์ตแรงงานข้ามชาติ การจับกุมในคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สตม.ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมขบวนการปลอมหนังสือเดินทางคนต่างด้าว 3 สัญชาติรายใหญ่ได้ที่ท้องที่ จว.นนทบุรี เมื่อกลางเดือน ก.พ.2562 ทำให้ปัจจุบันความต้องการหนังสือเดินทางของแรงงาน 3 สัญชาติ มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขบวนการปลอมหนังสือเดินทางแรงงาน 3 สัญชาติ ก็มีความพยายามที่จะการเปลี่ยนฐานการผลิตจากในประเทศ เป็นการผลิตจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งเข้ามาให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ เพื่อให้ยากต่อการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่ สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 และ ตม.จว.ตาก ทราบว่าจะมีการส่งหนังสือเดินทางปลอมจากชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก มาให้ผู้ว่าจ้างที่กรุงเทพฯ โดยจัดส่งทางพัสดุฝากมากับรถตู้ประจำทางสายแม่สอด–กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ตม.1 ได้วางแผนประสานกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจ ตม.จว.ตาก จนทราบแน่ชัดว่าจะมีการส่งพัสดุซึ่งเป็นหนังสือเดินทางปลอมมากับรถตู้ประจำทางคันเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการนำพัสดุดังกล่าวเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯซึ่งเป็นที่นัดหมาย เพื่อให้ทราบตัวผู้ว่าจ้างที่จะมารับพัสดุ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้แฝงตัวเพื่อเฝ้ารอและสังเกตดูผู้มารับพัสดุ จนกระทั่งผู้ถูกจับที่ 1 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาเพศหญิง เดินทางมาขอรับพัสดุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ จากการตรวจสอบปรากฎว่าพัสดุดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทาง จำนวน 4 เล่ม โดยเป็นหนังสือเดินทางปลอม มีการผ่าเล่ม แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลบุคคล และหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรอยปรุบนหนังสือเดินทาง ซึ่งผู้ถูกจับที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างและมารับหนังสือเดินทางจริง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พาผู้ถูกจับที่ 1 ไปยังที่พักที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบผู้ถูกจับที่ 2 ชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักของผู้ถูกจับที่ 1 มาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอหนังสือเดินทางที่ผู้ถูกจับที่1จะเป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาผู้ถูกจับที่ 1 ยังอ้างว่าสามารถติดต่อผู้ถูกจับที่ 3-5 ชาวเมียนมาให้เดินทางมารับหนังสือเดินทางที่เหลืออีก 3 เล่ม ได้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ให้ผู้ถูกจับที่ 1 นัดหมายให้ผู้ถูกจับที่ 3-5 เดินทางมายังจุดนัดหมายเพื่อมารับหนังสือเดินทาง และเมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตนเข้าจับกุมผู้ถูกจับทั้ง 3 และยังได้ขยายผลโดยให้พาไปยังที่พักอาศัย ปรากฎว่าพบผู้ถูกจับที่ 6-11 ซึ่งเป็นชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณที่พักที่ของผู้ถูกจับที่ 3-5 ผู้ถูกจับที่ 1 รับว่าเป็นผู้เช่าห้องพักไว้สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยและรับทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานต่างด้าว พร้อมจัดที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างรอหนังสือเดินทาง โดยผู้ถูกจับที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาหนังสือเดินทางปลอมให้กับแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งจะติดต่อผ่านนายหน้าทางฝั่งเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และจัดส่งให้ทางพัสดุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน คดีที่ 2 จับสาวลาว ค้ามนุษย์ในรูปแบบลามกอนาจาร คดีนี้เกิดจากการสืบสวนหาข่าวของชุดสืบสวน บก.ตม.1ในการตรวจสอบสถานประกอบการที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ว่าร้านสบายดีคาราโอเกะ ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มีเด็กสาวนั่งดริ๊งค์อายุ ไม่เกิน 18 ปีคอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้า แต่งกายยั่วยวนทางเพศ ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาวดังกล่าวได้ (กระทำอนาจาร/กอด จูบ ลูบ คลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่เด็กให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าและร้านค้าแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กในรูปแบบดังกล่าว (ค่าดริ๊งค์ เด็กได้ส่วนหนึ่ง ร้านได้ส่วนหนึ่ง) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตบริเวณหน้าร้าน พบหญิงวัยรุ่นที่สันนิฐานว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2– 3 คน เดินเข้า-ออกร้าน มีการแต่งกายยั่วยวนทางเพศ และคาดว่าทำงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 ก.ย.62 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวนพร้อมสายลับ ได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวโดยเข้าไปใช้บริการ พบมีพนักงานหญิงทำงานในลักษณะนั่งดริ๊งค์กับแขก โดยแขกต้องจ่ายค่าดริ๊งค์ครั้งละ 120 บาท ต่อการที่หญิงสาวนั่งด้วย 40 นาที และจากการสังเกตโต๊ะอื่นมีการโอบกอด ถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว และหญิงสาวมีการสอบถามว่าจะพาไปข้างนอกหรือไม่ ซึ่งจะต้องเสียค่าเวลาให้ทางร้าน 300 บาท คาดว่าอาจเป็นการชักชวนค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 1 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 ได้วางแผนเข้าตรวจสอบจับกุมร้านสบายดี คาราโอเกะ โดยได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 4 ใบถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อและส่งสายลับเข้าไปใช้บริการ และเมื่อสายลับส่งสัญญาณเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าไปตรวจสอบ พบหญิงสาวจำนวน 5 คน ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว กำลังทำงานในลักษณะนั่งดื่มกินอยู่กับลูกค้า และมีการโอบกอด ลูบคลำ จากการตรวจสอบพบผู้ถูกจับที่ 1 ชื่อนางบี (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลร้านสบายดีคาราโอเกะ ซึ่งเป็นของนายดลเดชฯ สามีตนเอง แต่นายดลเดชฯไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้าน มอบหมายให้ตนเองรับพนักงานเข้าทำงานเองทั้งหมด ผู้ถูกจับที่ 2 ชื่อ นางคำภูวัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถูกจับที่ 3 ชื่อ นางพัดละดา ไม่มีหนังสือเดินทาง และพบพนักงานนั่งดริ๊งค์อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 2 ราย ให้ถ้อยคำว่ามีหน้าที่ให้บริการลูกค้า แต่งกายวาบหวิว ยั่วยวนทางเพศ คอยนั่งดื่มกินและให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถแตะเนื้อต้องตัวได้ (กระทำอนาจาร/กอด/จูบ/ลูบคลำ) ซึ่งทางร้านเองก็ได้รับประโยชน์ (รายได้/ตัวเงิน) จากการที่ตนให้บริการนั่งดื่มกับลูกค้าโอบกอด ลูบคลำ โดยค่าดริ๊งค์ 120 บาท ทางร้านจะหักไป 20 บาท ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังพบธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 2 ฉบับอยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้ถูกจับที่ 1 ที่วางอยู่บริเวณเคาเตอร์คิดเงิน ภายในร้านอีกด้วย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางเพศในรูปแบบให้บริการทางอนาจาร กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี ชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด อันมีลักษณะเป็นการลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทน หรือเพื่อการใด และเป็นนายจ้างรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th
    @พ.ต.ต. ญ.พัชรี ศรีเผือก ธวัชชัย เฟื่องอนันต์ ภาพและข่าว
  3. เสริม ศักดิ์สม รายงาน

ธวัชชัย เฟื่องอนันต์ ภาพและข่าว
เสริม ศักดิ์สม รายงาน



ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here