ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์##พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลการจับกุม อาชญากรรมข้ามชาติประจำ วันศุกร์ ที่ 24 ม.ค.63 เวลา 10.30 น.​ ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

0
136

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลการจับกุม อาชญากรรมข้ามชาติประจำ วันศุกร์ ที่ 24 ม.ค.63 เวลา 10.30 น.​ ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.สุรพงษ์​ ชัยจันทร์​ รอง​ ผบช.สตม., พล.ต.ต.จักร์ทิพย์​ ศตพิมลศักดิ์​ ผกก.ศท.ตม., พ.ต.อ.อรุษ แสงจันทร์​ รอง​ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ศุภชาติ​ เวชพร​ ผกก.ตม.จง.นราธิวาส, ำ.ต.อ.ณรงค์​ ชนะภัยกุล​ ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต, พ.ต.ท.นพรัตน์​ จงเชิดชูตระกูล​ รอง​ ผกก.กก.4​ บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม ดังนี้

1.​ ตม.จว.ภูเก็ต บก.ตม.6 คนตายก็ไม่เว้น !!! รวบ กัมพูชา สวมข้อมูลคนตาย ปลอมบัตรประชาชนแฝงตัวเป็นคนไทย อาศัยภูเก็ตนานกว่า 13 ปี​ : โดยกลุ่มประชาคมข่าวได้แจ้งเหตุว่ามีชายคนหนึ่งใช้บัตรประชาชนชื่อนายสมบูรณ์​ ซึ่งมีพิรุธน่าสงสัยว่าเป็นคนไทยชื่อนายสมบูรณ์จริงหรือไม่​ จึงแจ้งมายัง​ ตม.จว.ภูเก็ต โดยชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักนายสมบูรณ์ตัวปลอมนี้และเรียกว่า​”อาจารย์” เนื่องจากชายคนดังกล่าวเคยบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอถลางและเป็นที่รู้จักของคนในหมู่บ้าน​ ต่อมาได้สึกจากสมณเพศ​ เจ้าหน้าที่จึงได้ออกตรวจสอบ พบว่าชายคนดังกล่าวใช้บัตรประชาชนปลอมและสารภาพว่าตนนั้นชื่อ “กิ๊ม” อายุ 49 ปี​ สัญชาติกัมพูชาและรับสารภาพอีกว่า​ ตนเป็นคนต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองมาบวชในไทยตั้งแต่ปี 2533 และบัตร2ประชาชนดังกล่าวเป็นบัตรประชาชนปลอม ทำขึ้นภายหลังจากสึกจากสมณเพศ โดยได้ติดต่อให้เพื่อนชาวกัมพูชาซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯทำบัตรประชาชนปลอมให้ในราคา 15,000 บาท​ โดยตนไม่รู้จักนายสมบูรณ์ตัวจริงแต่อย่างใด

2.​ ตม.นราธิวาส บก.ตม.6 รวบคนไทยลักลอบขนคนเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง​ : เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.นราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีคนไทยลักลอบขนแรงงานต่างด้าว ผ่านเส้นทาง อ.ตากใบ – มุ่งหน้าสู่นราธิวาส โดยใช้รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ป้ายทะเบียนปัตตานี (จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้) จนท.ชุดจับกุมจึงได้วางแผน และตั้งด่านสกัดบริเวณจุดตรวจโคกมะเฟือง ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จว.นราธิวาส ฝั่งเส้นทาง อ.ตากใบ – มุ่งหน้าสู่นราธิวาส ต่อมาชุดสืบสวนฯพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าสีดำ ป้ายทะเบียน จว.ปัตตานี คันที่รับแจ้งขับมาถึงบริเวณจุดตรวจ จนท.จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น พบนายอับดุลรอแม อายุ 53 ปี สัญชาติไทย แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในรถพบบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 3 คนนั่งบริเวณเบาะหลังคนขับ จนท.ได้เรียกบุคคลต่างด้าวทั้ง 3 คน ลงจากรถแล้วขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ปรากฏว่าบุคคลต่างด้าวสัญชาติ เมียนมาทั้ง 3 คน ไม่มีหนังสือเดินทางแต่อย่างใด ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ MR.MYINT (เมียด) อายุ 42 ปี, MR.MG (เมาะ) อายุ 20 ปี, MR.TUN (โทน) อายุ 26 ปี ทั้งหมดสัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดทำการจับกุมจึงแจ้ง นายอับดุลรอแม ให้ทราบว่าได้กระทำความผิดฐาน “นำหรือพา คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย, รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม”และแจ้งบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้ง 3 คน ให้ทราบว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงและไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำเส้นทางนั้น, เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ถูกจับกุมทั้ง 4 คน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

จากการสอบถามนายอับดุลรอแม ให้การรับสารภาพว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากนายนิง สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นคนขับเรือหางยาวโดยสารข้ามฟากอยู่ที่ท่าเรือตาบา ให้ตนมารับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ซึ่งไม่มีหนังสือเดินทาง ที่ท่าเรือตาบา แล้วให้ไปส่งที่สะพานปลาจังหวัดปัตตานี ได้ค่าจ้างในการขนส่ง คนละ 500 บาท รวม 3 คน เท่ากับ 1,500 บาท โดยตนเคยรับจ้างขนคนลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง และสอบถามผู้ต้องหาที่ 2-4 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว รับว่าก่อนเกิดเหตุพวกตนประกอบอาชีพประมงในประเทศมาเลเซีย ต่อมาต้องการจะเดินทางไปหาเถ้าแก่เรือที่สะพานปลาจังหวัดปัตตานี โดยการลักลอบเข้าเมืองในครั้งนี้พวกตนได้นั่งเรือโดยสารข้ามฟากจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาประเทศไทยบริเวณท่าเรือตลาดตาบา จากนั้นก็นั่งรอบริเวณศาลาที่พักใกล้ท่าเรือ นายนิงได้ติดต่อให้นายอับดุลรอแม มารับพวกตนด้วยรถยนต์เก๋งคันของกลาง และรับสารภาพว่าพวกตนไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จนถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจและถูกจับกุมในที่สุด
จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวผู้ถูกจับทั้งหมด มายังที่ทำการ ตม.จว.นราธิวาส เพื่อจัดทำประวัติ ตำหนิรูปพรรณ และจัดทำบันทึกการจับกุม ควบคุมตัวผู้ถูกจับทั้งหมดพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตากใบ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

  1. ตม.ชุมพร บก.ตม.6 จับขบวนการนำพาเมียนมาไปประเทศที่สาม โดยใช้ Passport Imposter และปลอมตราประทับ รวม 6 ราย​ :
    ก่อนเกิดเหตุ ชุดสืบสวนฯ ตม.จว.ชุมพร ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ออกสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522, พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาอื่นๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่าบริเวณรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพ-ปัตตานี-นราธิวาส มีคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยสารมาบนรถคันดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงออกตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดชุมพร ได้มีรถโดยสารประจำสายกรุงเทพ-ปัตตานี-นราธิวาส (ตามที่สายลับแจ้ง) เข้ามาจอดภายในสถานีขนส่งฯ พ.ต.ต.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร พร้อมชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอตรวจสอบบุคคลที่อยู่บนรถ โดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้คนขับรถดูจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงทำการตรวจสอบพบ นายมาว ไม่มีนามสุกล สัญชาติเมียนมา อายุ 38 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) พร้อมพวกรวม 6 ราย นั่งโดยสารอยู่บนรถคันดังกล่าว โดยผู้ถูกจับกุมทั้งหมดได้แสดงหนังสือเดินทางประเทศเมียนมาจำนวน 6 เล่ม ต่อเจ้าหน้าที่ฯ จากการสังเกตเบื้องต้น พบว่ามีลักษณะใบหน้าแตกต่างจากภาพถ่ายในหนังสือเดินทาง จึงได้เชิญผู้ถูกจับทั้งหมดมาสอบปากคำเพิ่มเติมและตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งที่ ตม.จว.ชุมพร ผ่านระบบการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยเทคโนโลยี Biometrics (ลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า) ผลปรากฏว่า ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ถูกจับทั้ง 6 ราย แต่อย่างใด อีกทั้งพบรอยตราประทับขาเข้า ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ ในหนังสือเดินทางทั้ง 6 เล่ม และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นรอยตราประทับ ขาเข้าปลอม ซึ่งได้สอบถามผู้ถูกจับทั้งหมด รับว่าได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจุดประสงค์เพื่อไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ชุดสืบสวนฯ ตม.จว.ชุมพร จึงจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ในข้อหา “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชนชน และใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้นมา”

  1. กก. 4 บก.สส.สตม. จับอดีตลูกจ้างขโมยข้อมูลส่วนตัว ดูดเงินกว่า 400,000 บาท​ : โดย​ ลูกจ้างของผู้เสียหาย ได้ลักลอบเอาข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของอดีตนายจ้าง​ ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปผูกกับบัญชี TRUE MONEY WALLET จากนั้นได้ลักลอบโอนเงินออกจากบัญชี
    ผู้เสียหายเป็นจำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท เจ้าหน้าที่ธนาคารเห็นความผิดปกติ​ จึงได้ติดต่อมายังผู้เสียหายเจ้าของบัญชี ผู้เสียหายจึงได้นำสมุดบัญชีธนาคารไปปรับ พบว่ามีคนร้ายลักลอบถอนเงินออกจากบัญชีตนเป็นจำนวนหลายครั้ง
    จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิด
    จากการตรวจสอบข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย พบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีอื่น และกดเงินออกจากบัญชี จากตู้กดเงินสด บริเวณเซเว่นอีเลฟเว่น ซอยพหลโยธิน 53 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า
    บุคคลที่กดเงินออกจากบัญชีดังกล่าว คือผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตลูกจ้างของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามจับกุมตัวเพื่อ
    ดำเนินคดีตามกฎหมายหมายต่อไป

ธวัชชัย เฟื่องอนันต์​ ภาพ/ข่าว

เสริม ศักดิ์สม รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here