ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์##พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลการจับกุม อาชญากรรมข้ามชาติ ประจำสัปดาห์ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 63 เวลา 10.00น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

0
106

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวผลการจับกุม อาชญากรรมข้ามชาติ ประจำสัปดาห์ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 63 เวลา 10.00น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแถลงข่าวผลการ ร่วมจับกุม ดังนี้

1.(บก.สืบ+ศปชก) จับหญิงเวียดนาม ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวในรถไฟฟ้า BTS พบเดินทางเข้าไทยเพียง 7 วัน ได้โทรศัพท์มือถือ 38 เครื่อง!!! …
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บก.สถานีบีทีเอส (BTS) สยาม บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีได้ ควบคุมตัวหญิงชาวต่างชาติ ทราบชื่อภายหลัง คือ น.ส. ดวง (Ms.Doung) อายุ 33 ปี สัญชาติเวียดนาม โดยมีพฤติการณ์ต้องสงสัยก่อเหตุล้วงกระเป๋าประชาชนและนักท่องเที่ยวบริเวณในรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งผู้เสียหายได้แจ้งเหตุไว้ที่ บก.สถานีบีทีเอส (BTS) สยามฯ และแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.พระโขนง ว่าถูกคนร้ายลักเอาโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นโน้ต 10 สีเงิน ไปจากกระเป๋าสะพายข้างขณะที่ผู้เสียหายกำลังโดยสารอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอส ต่อมาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บก.สถานีบีทีเอส (BTS) สยามฯ จึงได้ติดตามและสังเกตพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุรายดังกล่าว โดยได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบหญิงที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยคือ น.ส.ดวง อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม จึงได้เข้าไปเชิญตัวมายัง บก.สถานีบีทีเอสสยามฯ และได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ชุดสืบสวนฯ จึงเดินทางไปยัง บก.สถานีบีทีเอส สยาม และสอบถาม น.ส.ดวงว่าเป็นบุคคลตามภาพถ่ายกล้องวงจรปิดและเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ น.ส.ดวงรับว่าเป็นบุคคลตาม ภาพจริง โดยได้เก็บโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไว้ที่ห้องพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ จึงเชิญตัว น.ส.ดวง เดินทางไปที่ห้องพักและทำการตรวจค้น ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ซ.ลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย และทรัพย์สินที่น่าเชื่อว่ามีไว้ ได้ใช้หรือได้มา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมทั้งสิ้น จำนวน 46 รายการ (โทรศัพท์มือถือ จำนวน 38 เครื่อง , เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า รวม 8 รายการ) จึงได้ทำการตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวและได้นำตัว น.ส.ดวงมายัง สตม.เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย 2.(บก.ตม.1)รวบขบวนการค้าหน้ากากอนามัย ออนไลน์ เกินราคา แค่ 7 วัน มูลค่ากว่า 1.7ล้านบาท…
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ได้กระจายสู่หลายประเทศหลายภูมิภาคในโลก และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้มีผู้ต้องการใช้หน้ากากอนามัยจำนวนมาก เพื่อไว้ป้องกันตนเอง จากการติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 โดย กองกำกับการสืบสวน ซึ่งได้เฝ้าติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ได้รับแจ้งจากสายลับว่า น่าจะมีชาวต่างชาติจำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในประเทศไทยเกินราคา โดยมีการเสนอขายออนไลน์ผ่านโปรแกรมวีแชท ใช้ชื่อว่า “หวางต้า Amazing’Tom Cafe”
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 จึงได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในโปรแกรมวีแชท ชื่อ “หวางต้า Amazing’Tom Cafe” ดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนทนาด้วยภาษาจีน พบว่ามีการโพสต์ขาย หน้ากากอนามัยให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติ โดยไม่จำกัดจำนวน จริง เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับชาวจีนติดต่อผ่านโปรแกรมวีแชทฯ ดังกล่าว ทำทีขอซื้อหน้ากากอนามัย จำนวน 5,000 ชิ้น โดยตกลงซื้อขายกันในราคาชิ้นละ 15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,000 บาท และนัดหมายส่งมอบสินค้าบริเวณจุดจอดรถหน้าโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถนนกำแพงเพชร 6 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 มี.ค.2563 เวลา 21.30 น. ก่อนถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้จัดวางกำลังไว้โดยรอบบริเวณสถานที่นัดหมายและเฝ้ารอ จนกระทั่งเวลา 21.45 น. สายลับได้รับแจ้งว่าสินค้ามาถึงแล้ว ขอให้มารับสินค้าได้ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตรวจสอบดูจนแน่ใจว่าเป็นเป้าหมาย จึงได้แสดงตัวและตรวจสอบรถยนต์คันต้องสงสัย ซึ่งมี นายชัย (นามสมมุติ) เป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในตัวรถและกระโปรงท้าย พบลังกระดาษสีน้ำตาลจำนวน 5 ลัง ภายในบรรลุหน้ากากอนามัยยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 5,000 ชิ้น เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ นายชัยให้การรับสารภาพว่า หวางต้า Amazing’Tom Cafe เป็นชื่อที่ตนใช้ในการขายหน้ากากอนามัยในโปรแกรมวีแชท สาเหตุที่โพสต์ผ่านโปรแกรมวีแชทเพราะตนสามารถพูดภาษาจีนได้ ซึ่งอาจมีลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจนอกเหนือจากลูกค้าชาวไทย เจ้าหน้าที่ฯ ยังได้ทำการตรวจสอบขยายผล จนทราบว่าในการซื้อขายแต่ละครั้ง จะมีนางสาวณัฐ (นามสมมุติ) เป็นนายทุน เจ้าหน้าที่จึงได้ไปเชิญตัว นางสาวญัฐ มาทำการสอบสวน ซึ่งนางสาวญัฐ ให้การว่า ตนจะมีหน้าที่เป็นผู้ทำธุรการทางการเงินในการซื้อขายสินค้าทุกครั้ง โดยใช้บัญชีชื่อ MR. ZAW นักธุรกิจชาวบังกลาเทศในการโอนเงิน และตนจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า”และนำตัวส่งหนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง แล้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ยังคงตรวจสอบการโอนเงินของบัญชีผู้ต้องสงสัยในรอบ 7 วัน มีมูลค่าการหมุนเวียนทางการเงินจากการขายหน้ากากอนามัย เกินกว่า 1.7 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป 3.(สืบตม.4) “ขยายผลต่อเนื่องรวบโชเฟอร์/เด็กรถซุกเวียดนามคาบัส” จับกุมชาวเวียดนาม จำนวน 12 คน ข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต(หลบหนีเข้าเมือง) และจับกุมคนไทย 2 คน นายนครินทร์ อายุ 36 ปี , นายธนาวุฒิ อายุ 28 ปี ข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆเพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม พร้อมของกลางรถยนต์โดยสารสายนครพนม-กรุงเทพ จำนวน 1 คัน สืบเนื่องจาก กก.สส.บก.ตม.4 ได้ทำการจับกุมขบวนการช่วยเหลือชาวเวียดนามที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย จำนวน 6 คน เพื่อลักลอบเดินทางออกนอกราชอาณาจักรทางเรือตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาได้สืบสวนขยายผลจน สามารถรวบชาวเวียดนามได้เพิ่มอีก 5 คน จากการจับกุมทั้ง 2 กรณีดังกล่าว กก.สส.บก.ตม.4 ได้วางสายลับไว้คอยติดตามความเคลื่อนไหวจนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวจะลักลอบนำชาวเวียดนามเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทางรถโดยสารประจำทางสายนครพนม-กรุงเทพ และสายหนองคาย-กรุงเทพ จึงได้นำกำลังเข้าสกัดจับกุมรถเป้าหมายทั้ง 2 คันได้ที่บริเวณริมถนนมิตรภาพก่อนเข้าตัวเมืองขอนแก่น เมื่อตรวจค้นพบชาวเวียดนามหลบหนีเข้าเมืองจำนวน 12 คน โดยในรถสายนครพนม-กรุงเทพพบชาวเวียดนามจำนวน 6 คนนอนหลบซ่อนตัวในห้องนอนของพนักงานขับรถโดยไม่ได้นั่งในที่นั่งของผู้โดยสารตามปกติ สอบถาม ชาวเวียดนามแล้วรับว่าพนักงานประจำรถได้จัดให้พวกตนมาหลบซ่อนในห้องคนขับรถเพื่อให้พ้นจากการตรวจพบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนรถสายหนองคาย-กรุงเทพพบชาวเวียดนามจำนวน 6 คน แต่นั่งในที่นั่งของผู้โดยสารตามปกติ จึงร่วมกันจับกุมพนักงานขับรถและพนักงานประจำรถตามข้อหาดังกล่าว นำตัวส่ง พงส.สภ.เวฬุวัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

4.(ตม.อุดรธานี บก.ตม.4) รวบเขมรวีซ่า NON-LA ปลอม” …
ตม.จว.อุดรธานี จับกุม MRS.PHATNA อายุ 28 ปี สัญชาติกัมพูชา ข้อหา เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราปลอม(รอยตราวีซ่า NON-LA ปลอม) ก่อนการจับกุมชุดสืบสวน ตม.จว.อุดรธานี ออกตรวจสอบสืบสวนจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อมาถึงบริเวณหมู่ที่ 5 ต.นายูง อ.ศรีธาตุฯ พบผู้ต้องหาลักษณะคล้ายคนต่างด้าว จึงสอบถามและขอตรวจหนังสือเดินทาง พบรอยตราประทับวีซ่า NON-LA (3 สัญชาติ) เลขที่ 1350/61 ลง30 มิ.ย.61 ออกโดย ตม.จว.พิษณุโลก แต่ผู้ต้องหาแสดงอาการพิรุธน่าสงสัย จึงสืบค้นข้อมูลการขอเปลี่ยนวีซ่าและการขออยู่ต่อในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สตม. (BIOMETRICS) กลับไม่พบข้อมูลของผู้ต้องหา จึงได้ประสานไปยัง ตม.จว.พิษณุโลก ได้รับการยืนยันว่า ตม.จว.พิษณุโลก ไม่ได้ออกวีซ่าให้ผู้ต้องหาแต่อย่างใด สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเมื่อประมาณเดือน ต.ค.61 ตนได้ว่าจ้างนายเล็กชาวกัมพูชา(ไม่ทราบชื่อสกุลและที่อยู่) ในราคา 13,000 บาท โดยมอบหนังสือเดินทางให้เพื่อไปจัดทำวีซ่าดังกล่าว จากนั้นตนได้ลักลอบเดินทางออกจากประเทศไทยและลักลอบกลับเข้ามาใหม่อีกครั้งมารับหนังสือเดินทางจากนายเล็กซึ่งได้จัดทำวีซ่า NON-LA เรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้ออกหางานทำหลายแห่งจนกระทั่งมาถูกตรวจพบในครั้งนี้ จนท.จึงร่วมกันจับกุมตามข้อหาดังกล่าว นำตัวส่ง พงส.สภ.ศรีธาตุ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 5.(ตม.ร้อยเอ็ด บก.ตม.4) “รถตรวจการณ์อัจฉริยะนำรวบจีนแผ่นดินใหญ่อยู่เกินกว่า 19 ปี” ….
ตม.จว.ร้อยเอ็ด จับกุมคนต่างด้าวสัญชาติจีนจำนวน 2 คนคือ นายซิงหนาน อายุ 74 ปี และนายซิงซง อายุ 42 ปี ข้อหา อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ก่อนการจับกุม ตม.จว.ร้อยเอ็ด ได้รับข้อมูลว่ามีชายต่างด้าวลักษณะคล้ายชาวจีน มาอยู่ในพื้นที่ ต.ธงธานี อ.ธวัชบุรีฯ เมื่อค้นหาข้อมูลการแจ้งที่พักอาศัยในระบบ BIOMETRICS กลับไม่พบข้อมูลการแจ้งที่พักอาศัยของบุคคลสัญชาติจีนในเขต ต.ธงธานี แต่อย่างใด จึงได้จัดกำลังออกสืบสวนและเฝ้าสังเกตการณ์ตามจุดที่มีผู้เคยพบเห็น จนกระทั่ง พบตัวนายซิงหนาน และนายซิงซง (ทราบชื่อภายหลัง) เดินอยู่ริมถนนที่บริเวณหมู่บ้านหนองดู่ ต.ธงธานีฯ จึงขอตรวจหนังสือเดินทางพบว่าคนต่างด้าวทั้งสองเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.2544 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 10 มิ.ย.2544 สอบถามเบื้องต้นแจ้งว่าตนเป็นบุคคลลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศจีน ได้หลบทำงานและย้ายที่อยู่ในประเทศไทยหลายแห่งไปเรื่อยๆ เมื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางการเมืองแต่ไม่พบชื่อคนต่างด้าวทั้งสองว่าอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ และเมื่อสืบค้นข้อมูลในระบบเทคโนโลยีของรถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะไม่พบข้อมูลการยื่นขออยู่ต่อฯ ดังนั้นการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดมาตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.2544 ซึ่งอยู่เกินมานานถึง 6,630 วัน จึงร่วมกันจับกุมตามข้อหาดังกล่าว นำตัวส่ง พงส.ธวัชบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป@พ. ต. อ. ญ. ทิพวรรณ โยมา สตม.

ธวัชชัย เฟื่องอนันต์​ ภาพ/ข่าว

เสริม ศักดิ์สม รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here