ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์##พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวการระดมกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติประจำวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. 63 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

0
94

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. แถลงข่าวการระดมกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติประจำวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. 63 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู)

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน
ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.5 และ พ.ต.ต.ภูวดล ภูมี สว.ตม.จว.เพชรบูรณ์
และ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมร่วมกันแถลงข่าวดังนี้

คดีที่ 1. สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแดนมังกร ขายหน้ากากอนามัยออนไลน์ ผ่าน wechat ของกลางร่วม 40,000 ชิ้น :
เมื่อวันที่ 10 มี.ค.63 จนท. กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับว่ามีนายทุนชาวจีนลักลอบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศไทยราคาชิ้นละ 15 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่ากฎหมายกำหนดและจะจำหน่ายให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อตั้งแต่ 10,000 ชิ้น ขึ้นไปเท่านั้น ชุดจับกุมจึงได้รายงานข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นจากนั้นจึงได้วางแผนเพื่อดำเนินการจับกุม โดยให้สายลับติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยจำนวน 30,000 ชิ้น ซึ่งชาวจีนได้ตกลงขายสินค้าให้ในราคาชิ้นละ 15 บาท โดยชุดจับกุมได้นำธนบัตรที่ใช้ซื้อสินค้าลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานหลังจากนั้นได้ให้จนท. เข้าไปดูสินค้ากับสายลับที่สถานที่นัดหมายภายในหมู่บ้านย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อชาวจีนมาพบตามเวลานัดหมายได้พาสายลับกับจนท. เข้าไปดูตัวอย่างสินค้าภายให้บ้านพักซึ่งชาวจีนได้เช่าไว้เก็บสินค้าซึ่งหลังจากเห็นสินค้าแล้วพบว่าเป็นหน้ากากอนามัยฯซึ่งผลิตภายในประเทศไทยแต่มีสินค้าจำนวน 37,600 ชิ้น จึงได้ชำระเงินให้กับชาวจีนพร้อมส่งสัญญาณให้ชุดจับกุมและจนท. พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการซึ่งซุ่มอยู่บริเวณใกล้เคียงเข้าไปตรวจสอบสินค้าว่าเป็นการกระทำผิดตามเงื่อนไขที่กรมการค้าภายในกำหนดหรือไม่ ซึ่งจนท. พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการตรวจสอบแล้วยืนยันเป็นการกระทำผิดข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศไทยจำหน่ายปลีกในราคาสูงกว่า 2.50 บาท ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมจริง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าหน้ากากอนามัยทั้งหมดเป็นของตนเอง กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้จับกุมตัวและตรวจยึดของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปและเมื่อดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว สตม.จะดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

คดีที่ 2. ตม.จว.ชลบรี บก.ตม.3 รวบผู้ต้องหาชาวอิตาเลี่ยน ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนข้ามชาติหนีหมายจับจากกรุงโรม กบดานเมืองพัทยา มูลค่าความเสียหายร่วม 200 ล้านบาท : สืบเนื่องจากทางการประเทศอิตาลี แจ้งข้อมูลบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นกลุ่มขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามชาติ รายนาย STEFANO สัญชาติอิตาลี อายุ 63 ปี โดยนาย STEFANO ซึ่งอยู่ในสมาคมอาชญากรรมและได้เปิดบริษัทฯ เพื่อประกอบธุรกิจบังหน้าและซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลักลอบเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงภาษีทั้งหมด รวมทั้งทำการปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับแหล่งที่มาของน้ำมันที่ลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท โดยถูกออกหมายฝากขังเรือนจำของประเทศอิตาลี แต่ไม่สามารถหาตัวได้ โดยทางการอิตาลีแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย โดยกบดานอยู่ที่เมืองพัทยา จว.ชลบุรี จึงขอความร่วมมือมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยติดตามตัวบุคคลดังกล่าวกลับไปดำเนินคดี

ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี ได้ออกสืบสวนจนทราบว่า นาย STEFANO หลังจากหลบหนีได้เดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทยถึง 2 ครั้ง โดยล่าสุดได้เข้ามาแล้วหลบซ่อนตัวในพื้นที่เมืองพัทยา โดยพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้เข้าตรวจสอบและพบตัวจึงได้ควบคุมตัวไว้ และเสนอเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนาย STEFANO ซึ่ง ผบก.ตม.3 ได้อนุมัติ ตามเสนอ จึงได้ควบคุมตัวส่งให้ กก.3 บก.สส.สตม.ดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และส่งตัวให้ทางการอิตาลีต่อไป

คดีที่ 3. สืบ ตม.3 รวบแกงค์ปากีตระเวนลักทรัพย์ โดยใช้กลอุบายทั่วประเทศ : เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้สืบสวนหากลุ่มคนร้ายที่มาก่ออาชญากรรมในประเทศไทยตามสั่งการ ผบช.สตม. จนทราบว่ามีแก๊งชาวปากีสถานได้มาตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ตามร้านค้าต่างๆโดยใช้กลอุบายที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย จึงได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายและเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเช้าเมือง 5 จากการเฝ้าสังเกตการณ์ตรวจสอบพบมีร้านค้าที่เสียหาย 2 ร้าน คือร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์ยี่ห้อ OPPO หน้าธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 38 ม.3 อ.แม่จัน
จว.เชียงราย และ ร้านขายของชำใน ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ฯ ชุดจับจึงได้แจ้งสกัดจับกุมและไล่ติดตาม จนสกัดจับได้บริเวณหน้าร้านป๋าติ๋วอาหารอิสลาม ถ.แม่จัน-ฝาง ต.มะลิกา อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่

พบผู้ก่อเหตุ 3 ราย คือ นายฮัชชัน ผู้ถูกจับที่ 1 ทำหน้าที่หลอกเข้าไปซื้อของในร้านค้าที่จะก่อเหตุ, นายอัชราฟ ผู้ถูกจับที่ 2 ทำหน้าที่คอยดูต้นทางหรืออาจเข้าซื้อของในร้านที่จะก่อเหตุบางครั้ง และนายบาค อัลเลาะห์ และผู้ถูกจับที่ 3 ทำหน้าที่ขับรถยนต์ จึงได้ทำการจับกุมตัวข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้กลอุบาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปส่ง สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 4. ตม.เชียงแสนบก.ตม.5 ลุยจับต่างด้าวทำผิดกฎหมายตามลุ่มน้ำโขง : ด่าน ตม.เชียงแสน ได้รับการจัดสรรเรือยนต์ตรวจการณ์ ยี่ห้อ ซีสโบท์ ขนาด 32 ฟุต 2 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจตรวจตราตามลำน้ำโขงป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จับกุมการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ขบวนการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ขบวนการลักลอบขนยาเสพติด อาชญากรข้ามชาติ เป็นภารกิจหลัก

ภารกิจหลักคือการนำเรือยนต์ตรวจการณ์ ออกตรวจตราลุ่มลำน้ำโขง เพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และความผิดอื่น ๆ มีผลการปฏิบัติจับกุมห้วงที่ผ่านมา จำนวน 18 ราย ดังนี้

  1. จับกุมข้อหา หลบหนีเข้าเมือง จำนวน 12 ราย (สัญชาติเมียนมา 8 ราย ลาว 3 ราย จีน 1 ราย)

โดยเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 63 ชุดปฏิบัติการเรือฯ ได้นำเรือยนต์ตรวจการณ์ ออกทำการตรวจตราตามลำน้ำโขงทำการจับกุมบุคคลต่างด้าว สัญชาติเมียนมา จำนวน 8 ราย

ต่อมาได้นำรถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ ออกตรวจสอบติดตามจับกุมขบวนการลักลอบนำพาบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยได้จับกุม นายเจริญ อายุ 68 ปี บ้านใน ต.แม่เงิน อ.เชียงแสน จว.เชียงราย พร้อมกับพวกซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติลาว จำนวน 6 ราย ได้แก่ นางสี อายุ 30 ปี นางขันแก้ว อายุ 30 ปี นางแสงคำ อายุ 41 ปี นางกอน อายุ 21 ปี นางเนิน อายุ 37 ปี นางดาไล อายุ 26 ปี ณ บริเวณช่องทางธรรมชาติหลังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่เงิน หมู่ 5 บ้านปงของ ต.แม่เงิน อ.เชียงแสน จว.เชียงราย

  1. จับกุมข้อหา ขึ้นไปบนพาหนะที่จะออกไปนอกราชอาณาจักรในระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจ หรือหลังจากพนักงานที่ทำการตรวจแล้ว แต่พาหนะนั้นยังอยู่ในราชอาณาจักร ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพาหนะนั้นขึ้นไปบนพาหนะหรือนำพาหนะอื่นเข้าเทียบ จำนวน 4 ราย (จีน 4 ราย)
  2. จับกุมข้อหา เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่นำพาหนะเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ยื่นแบบรายการตามแบบที่กำหนดไว้และไม่ผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ จำนวน 2 ราย (ลาว 1 ราย จีน 1 ราย)

คดีที่ 5. สืบ ตม. 5 จับกุมคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) 2 รายสำคัญ ด้วยรถยนต์ตรวจการณอัจฉริยะ(BMW) :

  1. จับกุมนายนีลเซน (NIELSEN) สัญชาติแอฟริกาใต้ (อยู่เกินอนุญาต 1,441 วัน) :
    ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.5 ได้ตรวจสอบในระบบไบโอเมทริกซ์ (Biometrics) ของ สตม. พบว่า นายนีลเซน (NIELSEN) อายุ 39 ปี สัญชาติแอฟริกาใต้ ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 18 มีนาคม 2559 แต่ไม่มีข้อมูลเดินทางออก เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 63 เวลาประมาณ 14.20 น. จึงได้ตรวจสอบตามข้อมูลการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวผ่านระบบฐานข้อมูลในรถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ (BMW) แต่ไม่พบตัวตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ และสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้ย้ายไปเช่าบ้านที่ ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ ในวันที่ 24 ก.พ. 63 เวลาประมาณ 14.20 น. จึงได้ออกตรวจสอบบ้านเช่าเลขที่ดังกล่าวโดยใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ (BMW) สนับสนุนภารกิจ เมื่อไปถึงพบนายชูเกียรติ อายุ 49 ปี อยู่ ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ แสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน และนายชูเกียรติฯ ได้นำเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ ผลการตรวจสอบพบตัวนายนีลเซน พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่ง นายนีลเซน ได้แสดงหนังสือเดินทางประจำตัวคือ ผลการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 โดยได้รับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist-TR60) และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2559 ตรวจสอบภายในหนังสือเดินทางดังกล่าวแล้ว ไม่พบรอยตราประทับการขออยู่ต่อแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำหมายเลขหนังสือเดินทางตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลในรถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ (BMW) พบว่าไม่มีข้อมูลการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาและแจ้งข้อหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” (อยู่เกิน จำนวน 1,441 วัน)

จากนั้นได้ควบคุมตัวนำส่ง พงส.กก.สส.บก.ตม.5 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนนายชูเกียรติฯ เจ้าของบ้านได้เปรียบเทียบปรับในข้อหา “เป็นเจ้าบ้านไม่แจ้งการรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง” ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 38 เป็นจำนวนเงิน 1,600 บาท

  1. นายซาดาโอะ (SADAO) สัญชาติญี่ปุ่น (อยู่เกินอนุญาต 3,027 วัน) : ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.5 และ ตม.จว.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีบุคคลลักษณะคล้ายคนต่างด้าวมีพฤติการณ์ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านพัก เมื่อวันที่ 4 มี.ค.63 เวลาประมาณ 12.30 น.
    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เดินทางไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง คือบ้านใน ต.วังชมภู อ.เมือง จว.เพชรบูรณ์ พบคนต่างด้าวตรงตามที่ได้รับแจ้ง คือ นายซาดาโอะ (SADAO) สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 67 ปี ตรวจสอบรอยตราประทับพบว่าได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 20 พ.ย. 2554 ชุดจับกุมจึงได้นำหนังสือเดินทางตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูล ในรถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ (BMW) พบว่าไม่มีข้อมูลการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาและแจ้งข้อหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” (จำนวน 3,027 วัน) จากนั้นได้นำตัวส่ง พงส. สภ.ชุมชนวังชมภู จว.เพชรบูรณ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป@พ. ต. อ. ญ. ทิพวรรณ โยมา สตม.

ธวัชชัย เฟื่องอนันต์​ ภาพ/ข่าว

เสริม ศักดิ์สม รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here