ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์##สตม.รวบหนุ่มญี่ปุ่นมีหมายจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น อ้างเป็นตำรวจ หลอกเหยื่อหญิงชรา อายุ 75 ปี สูญเงินหลายล้านบาท ก่อนบินหนีซุกไทย

0
93

สตม.รวบหนุ่มญี่ปุ่นมีหมายจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น
อ้างเป็นตำรวจ หลอกเหยื่อหญิงชรา อายุ 75 ปี สูญเงินหลายล้านบาท ก่อนบินหนีซุกไทย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ได้กระทำความผิดจากต่างประเทศและหลบหนีการจับกุม เดินทางเข้าประเทศไทยโดยปะปนมากับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพื่อมาอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งกบดาน โดยให้ทำสืบสวนโดยประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก เพื่อให้งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม. ได้รับประสานข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น (ประจำประเทศไทย) ว่าได้มีคนร้ายสัญชาติญี่ปุ่น ได้หนีหมายจับของทางการญี่ปุ่นแล้วเดินทางเข้ามาอาศัยในประเทศไทย โดยทางการญี่ปุ่นได้สืบติดตามตัวคนร้าย ตั้งแต่ปี 2556 โดยก่อเหตุ ลักษณะคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลอกเงินเหยื่อ จากนั้นจึงได้สั่งให้ ชุดสืบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินการติดตามตัวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 29 มี.ค.2562 เวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.๒ บก.สส.สตม.ได้จับกุมตัว นาย คาซึยะ ฮาชิโมโตะ (Mr.Kazuya HASHIMOTO) อายุ 39 ปี สัญชาติ ญี่ปุ่น โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณภายใน ซอยเอกมัย 5 ถ.สุขุมวิท 63 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” (Over Stay) โดยผู้ถูกจับรับสารภาพว่า ตนเป็นบุคคลตามหมายจับของ ศาลเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ในฐานความผิดฉ้อโกง โดยได้ก่อเหตุเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2556 โดยได้ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 6 ราย (ปัจจุบันถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น) ทำการหลอกลวงผู้เสียหาย หญิงชรา อายุ 75 ปี เหตุเกิดที่ จังหวัดนารา ประเทศญี่ปุ่น โดยมีแผนปทุษกรรมดังนี้คือ นาย คาซึยะ ฮาชิโมโตะ ทำหน้าที่โทรศัพท์ไปที่บ้านผู้เสียหายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขู่ว่าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายมีธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย น่าจะผิดกฎหมาย จะต้องถูกตรวจสอบ แต่มีทางที่พอจะช่วยเหลือได้ โดยต้องถอนเงินในบัญชีทั้งหมด ไปฝากกับบัญชีพิเศษของสมาคมธนาคาร (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) โดยให้ถอนเงินสดออกมาเตรียมไว้ และเจ้าหน้าที่ของสมาคมธนาคารจะไปรับเงินสดที่บ้านผู้เสียหายเพื่อนำไปเข้าบัญชีพิเศษ จากนั้นผู้ต้องหาไปที่บ้านของผู้เสียหาย และรับเงินจำนวน 8 ล้านเยน หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท จากผู้เสียหายและได้หลบหนีไป นอกจากนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหากลุ่มนี้ พบหลักฐานว่ามีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆ ในรูปแบบเดียวกันอีก 4 คดี รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 28 ล้านเยน หรือประมาณ 8 ล้านบาท

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอเรียนให้ทราบว่า คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง และต้องไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นลักษณะต้องห้ามเข้ามาและอยู่ในประเทศไทย เช่น มีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือหลบหนีคดีมาจากประเทศอื่น หรือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นต้น หากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำความผิดหรือมีเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 จักขอบพระคุณยิ่ง@พ.ต.ต. ญ.พัชรี ศรีเผือก

ธวัชชัย เฟื่องอนันต์ ภาพและข่าว

เสริม ศักดิ์สม รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here